HomeAboutCoursePromotionNewsKnowledgeCenterContactBusiness

 

GA-on-media

เข้ากรอบ


สงกรานต์ที่ผ่านมานี้ ผมไปเยี่ยมแม่ยายที่ต่างจังหวัดมา ได้เจอพัดลมเก่ากึ๊กตัวนึงในบ้าน เป็นพัดลมที่มีหน้าตาแปลกประหลาดเนื่องจากมีสวิทซ์ปิด-เปิดเป็นสวิทซ์ไฟ แม่ยายเล่าให้ฟังว่าพัดลมตัวดังกล่าวเสียเลยเอาไปซ่อมที่ร้าน ช่างบอกว่าสวิทซ์เปิด-ปิดและปรับระดับความแรงลมเสีย ต้องเปลี่ยนใหม่ แต่ต้องสั่งซื้อจากโรงงานตัวละราวห้าร้อยกว่าบาท ช่างเลยเสนอว่าถ้าไม่ซีเรียสอะไรก็เอาสวิทซ์ไฟที่ใช้ตามผนังบ้านเรือนนี่แหละมาเป็นสวิทซ์ปิด-เปิด และตั้งปรับความเร็วของพัดลมเป็นความแรงระดับเดียวค่าซ่อมรวมอุปกรณ์ไม่น่าเกิน50บาท ประหยัดตังค์ไปตั้งเยอะ แม่ยายผมตัดสินใจซ่อมตามคำแนะนำของช่าง เลือกที่จะไม่เปลี่ยนอุปกรณ์แบบเดิมและไม่เลือกที่จะทิ้งมัน ผมได้ยินแม่ยายเล่าก็พลางหัวเราะในความช่างคิดของช่างซ่อมพัดลมคนนั้นและพูดชมในความช่างคิดของเขา แน่นอนครับพัดลมตัวนี้ดูไม่สวยเอาเสียเลยแต่กลับน่ารักในสายตาผมอย่างบอกไม่ถูก

 

พอแม่ยายเห็นผมชื่นชมในความเก่งของช่าง ก็เลยพาผมไปดูพัดลมอีกตัวที่อยู่อีกด้านหนึ่งของบ้าน ทีนี้ผมเห็นถึงกับปล่อยฮาออกมาทันที เพราะพัดลมตัวนี้เป็นพัดลมที่พึ่งซื้อเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เป็นระบบเปิด-ปิดและปรับความแรงด้วยปุ่มสัมผัส ใช้ได้ไม่ถึงสี่เดือนระบบสัมผัสเสียใช้การไม่ได้ แม่ยายก็เอาไปให้ช่างคนเดิมซ่อมอีก แน่นอนครับ แกไม่มีแผงวงจรดังกล่าวหรอกครับ ซึ่งถ้าหาก็ต้องใช้เวลาสั่งซื้ออีก แกซ่อมแบบง่ายๆเลยครับ เอาแผงปิด-เปิดและปรับความแรงที่เป็นปุ่มแป้นกลมๆที่ใช้มือหมุนเปิด-ปิดและปรับในตัวเดียวกันมาต่อสายไฟใหม่และแปะทับลงบนตัวพัดลมที่เดิมเป็นปุ่มสัมผัสครับ กลายเป็นปุ่มใหญ่ๆโดดๆออกมาดูน่าเกลียดแถมสีของปุ่มก็ไม่เข้าอะไรกับสีของตัวเครื่องแต่อย่างใดครับ ดูน่าเกลียดแต่รู้สึกน่ารักครับ

 

จากเคสพัดลมสองตัวนี้ทำให้ผมย้อนถามตัวเองว่า ถ้าพัดลมดังกล่าวอยู่ที่บ้านผมในเมืองผมคงจะต้องซ่อมให้เป็นเรื่องเป็นราวหรือไม่ก็ทิ้งและบริจาคไป แต่มุมมองที่ผมได้จากการที่มันเป็นพัดลมเสียที่อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆในต่างจังหวัด ทำให้มันมีข้อจำกัดหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นราคาของอะไหล่ที่แพง หายาก ใช้เวลารอนาน หรือการเลือกที่จะทิ้งเพราะไม่คุ้มต่อการซ่อมก็ตามทีหากต้องการได้สภาพแบบเดิมๆ  เหล่านี้ทำให้ผมเห็นว่าในข้อจำกัดก็มีทางเลือกใหม่ๆได้ เป็นทางเลือกหรือทางออกท่ามกลางข้อจำกัดต่างๆที่มีอยู่

 

แล้วผมก็นึกต่อไปถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในญี่ปุ่นที่ชาวญี่ปุ่นต้องการสร้างทำนบกั้นน้ำ โดยที่ไม่ได้ใช้ทรายมาเป็นกระสอบทรายแต่เป็นกระสอบน้ำ


ผมนึกไปเรื่อยครับ นึกไปถึงเด็กต่างจังหวัดหรือเด็กสมัยก่อนที่เอาก้านกล้วยมาทำเป็นม้าก้านกล้วย หาวัสดุรอบตัวมาเป็นของเล่นง่ายๆและสร้างความสนุกสนานได้


ผมนึกไปถึงเรื่องของพี่เบิร์ด ธงไชย ที่เคยอ่านเจอว่า ในวัยเด็กไม่มีรองเท้าใส่เดินจึงอาศัยเงาของเสาไฟฟ้าเป็นเกมกระโดดเหยียบเงาไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่ร้อนฝ่าเท้าที่ต้องไปเหยียบบนพื้นปูนร้อนๆ


แล้วผมก็นึกต่อไปอีกว่า บ่อยครั้งที่คนเรามักจะแสวงหาสิ่งใหม่ๆที่ไกลตัวออกไป หาวัสดุใหม่ หาทางเลือกใหม่ๆ หาทางออกนอกกรอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและน่าตื่นเต้น แต่เหตุการณ์ที่ผมเจอมา อ่านมา และคิดไปคิดมา ก็ทำให้ผมเห็นบางอย่างของความน่าท้าทายกว่า น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันกับการคิดนอกกกรอบ นั่นคือ การเข้ากรอบ นั่นเอง


การเข้ากรอบไม่ได้หมายถึงการยอมรับข้อจำกัดหรือข้อตกลง แต่การเข้ากรอบในความหมายผมคือ การอยู่และใช้สิ่งที่มีอยู่ในกรอบแต่สามารถพลิกแพลงสร้างทางเลือกใหม่ในข้อจำกัดเดิม หรือถ้าจะให้เห็นภาพ การเข้ากรอบคือ ตรงกลางระหว่าง นอกกรอบ กับ ในกรอบ ประมาณๆนั้นครับ อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน


ว่าแต่ว่าตอนนี้เวลานี้ผมรู้สึกสนุกกับการเข้ากรอบแล้วสิครับ ว่างๆมาเชิญเข้ากรอบกันดูครับ

 
fb_tw

GM-Learning

art-advices

Globbie-Corner-Tap-for-Web2

Reward-Programbut

find-center

event-calendar

investment-ga

GA-Recommendation