|
ผมเป็นคนไม่สันทัดภาษาอังกฤษเสียเท่าไรครับ แต่ในส่วนตัวแล้วกลับสนใจคำศัพท์ต่างๆ ค่อนข้างมาก ชอบในความหมายของศัพท์ต่างๆ รากศัพท์และที่มา วาระต่างๆของการใช้คำนั้นๆ และแน่นอนผมก็มีศัพท์บางคำในใจผมที่ชอบโดยคิดว่าไม่น่าจะเหมือนกับคนอื่นเท่าไรนัก เพราะคำนี้ไม่ได้ไพเราะเพราะพริ้ง สวยงาม หรือมีความหมายลึกซึ้งแต่อย่างไร คำที่ว่านี้ผมชอบเพราะคำของมันกับคำแปลไทยของมันมีความหมายสวยงามลงตัวอย่างที่ตัวผมเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
คำสองคำนี้ ในความเห็นส่วนตัวผมก็มีความสวยงามของการเห็นภาพที่ชัด เมื่อเราเติมมันก็เต็ม หรือเราFill มันก็Full ทำให้เห็นภาพของกิริยาการเพิ่มอะไรสักอย่าง และทำให้สิ่งๆนั้นเต็ม หรือครบ หรือพอดี บ่อยครั้งที่ผมรู้สึกว่า ชีวิตคนเรา หรือรอบตัวเรา จะเป็นพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงญาติสนิทมิตรสหายหรือคนทำงานร่วมกัน ล้วนต้องการความเติมเต็มตามธรรมดากันทั้งนั้น และสิ่งที่เติมเต็มเหล่านั้น มักไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของมีค่าราคาแพงแต่อย่างไร เพียงแต่อาศัยการช่างสังเกต ช่างไตร่ตรองก็จะพบว่า การเติมอะไรซักอย่างให้กับใครซักคนให้เต็มนั้น ไม่ต้องเติมมาก เติมบ่อย เติมถี่ หรือต้องเติมของที่มีราคาแพง เพียงหมั่นสังเกตแต่ไม่ต้องถึงกับเอาใจ แค่ใช้การใส่ใจเข้าใจ เท่านั้นพอ
การเติมสำคัญขนาดไหนนั้น ผมว่า สำคัญมาก เพราะทำให้มันเต็มครับ ตอบแบบกำปั้นทุบดินแบบนี้เลย การเติมมีดีที่ทำให้เต็มครับ เต็มแล้วอย่างไรต่อครับ มันก็เต็มของมันอย่างนั้นแหละครับ ถ้ามองเป็นพลังงานก็เหมือนการชาร์จแบตให้เต็ม มองเป็นความพอใจก็ทำให้เขา อิ่มใจ เอมใจ จนเกิดเป็นความพอใจ ซึ่งอาการอิ่มและพอ อาจทำให้บางคนเอามันออกไปจ่ายแจกคนอื่นๆต่อๆไปก็เป็นไปได้ครับ ดังนั้นการเติมเต็มมันก็มีดีตรงมุมนี้ด้วยครับ เติมให้คนๆนึงเต็มหรือพอ คนๆนั้นก็อาจเหลือและเผื่อแผ่ไปหาอีกคนหนึ่งต่อๆไปอีกและเป็นไปได้การเติมให้เต็มไปที่คนๆหนึ่ง อาจส่งแรงเติมหรือชาร์จแบตต่อไปให้คนอื่นๆเป็นนับสิบนับร้อยนับพันก็เป็นไปได้ครับ
การเติมเต็มไม่จำเป็นต้องทำจากหนึ่งไปสู่หนึ่ง อาจจะหนึ่งไปสู่ร้อย หรือหนึ่งไปสู่พันก็เป็นไปได้ครับ ถ้าเรารู้ว่าผู้รับต้องการอะไร และสิ่งที่เติมออกไปก็ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่อลังการมีค่าแต่อย่างใดเลยครับ ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เคยเห็นใครบางคนไหมครับ ที่เวลาเราเห็นเขายิ้มแล้ว มันก็เติมเต็มหัวใจให้เราและทำให้เรายิ้มไปด้วย และยิ่งคนๆนั้นยิ้มในหมู่คนที่มากก็ทำให้คนเหล่านั้นชื่นอกชื่นใจกันไปทั่ว หรือการที่ใครสักคนทำความดีและมีคนอีกหลายคนได้รับ หรือไม่ได้รับแต่เป็นแค่การรับรู้ ก็ทำให้ใจพองขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน เคยเจอไหมครับ ผมเรียกอาการนี้ว่า เติมเต็ม หรือ Fullfill นั่นเอง
อาการเติมเต็ม บ่อยครั้งที่ทำได้ง่ายๆ เช่น การยิ้มให้กัน การพูดให้กำลังใจ การอวยพร การแสดงความเห็นใจ การให้ความมั่นใจ การมองสบตากัน และแสดงสายตาของความใส่ใจให้กำลังใจ การบีบมือ การสัมผัส การโอบกอด หรือตบไหล่ ล้วนเป็นการเติมเต็มให้อีกฝ่ายหรืออีกฝ่ายแบบหลายๆคนได้ชื่นใจและอิ่มเอมใจ
นอกจากนี้ ไม่จำเป็นต้องหาเรื่องดีๆ หรือเรื่องบวกๆ อย่างเดียว การรับรู้เรื่องตรงข้ามบ้างก็เป็นการเติมเต็มเราได้เหมือนกัน บางคนที่รู้สึกว่าชีวิตตัวเองขาดพร่อง ขาดนั่นขาดนี่ ไอ้โน่นก็ไม่พอไอ้นี่ก็ไม่พอ ชักหน้าไม่ถึงหลัง เติมโน่นก็ไม่เคยเต็ม ไอ้นี่ก็ไม่เต็มเสียที การรับรู้ชีวิตคนอื่นที่ขาดพร่องมากกว่าตนเองกลับเป็นการเติมเต็มตัวเองไปในตัว (คนที่รู้จักพอ คนที่เต็มแล้ว เป็นคนที่น่าอิจฉา และผมก็อิจฉาปนยินดีด้วยครับ ^ ^ )
สิ่งที่สำคัญที่ผมอยากนำเสนอก็คือ เมื่อไรที่เราขาดหรือรู้สึกว่าไม่พอ ขอให้เราดูคนอื่นที่ขาดมากกว่าเรา เมื่อนั้นการเติมเต็มจะเกิดขึ้นสองทางโดยอัตโนมัติครับ ทางแรก เติมเต็มกับตนเองทันที อันนี้คงไม่ต้องอธิบาย อีกทางหนึ่ง พอเรารู้สึกเต็มแล้วก็จะทำให้เรารู้สึกอยากเติมให้กับคนที่ไม่เต็มเท่าเราหรือเต็มน้อยกว่าเราบ้าง
ผมว่าสำคัญนะครับ การที่เราจะรับรู้ เรียนรู้ แสวงหาการรับรู้ ถึงความขาดความไม่เต็มของคนอื่นๆบ้าง เพราะนั่นจะทำให้เราเติมเต็มด้วยตนเองได้มากขึ้นง่ายขึ้นแล้ว ยังอยากทำให้เราอยากจะออกไปเติมเต็มให้กับสิ่งรอบตัวบ้าง มาถึงตรงนี้แล้ว ผมว่าเรื่องต่างๆล้วนเติมเต็มให้เราและคนอื่นได้ทั้งนั้น และจะเป็นการดีถ้าเรารู้จักเติมเต็มให้กับตนเองและผู้อื่นด้วย ผมว่าโลกใบนี้จะยิ่งสดใสกว่านี้ หากคนทั้งโลกล้วนเติมเต็มให้กันตลอดเวลาและตลอดไป และเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ง่ายที่จะช่วยๆกันทำนะครับ
|


คำๆนั้น คือ







